
เสกคาถา “งานตรึม เงินเต็ม เจ็บไม่จน” อย่างไร ให้ชีวิตฟรีแลนซ์มีแต่รุ่ง ไม่มีร่วง
ดูเหมือนว่าหนึ่งในอาชีพยอดนิยมของคนยุคนี้ คือ การเป็นฟรีแลนซ์ หรือพนักงานอิสระ ไม่ว่าจะเป็นแขนงอาชีพไหนก็ตาม เช่น นักเขียน ออกแบบกราฟิกดีไซน์ ตัดต่อวิดีโอ แปลภาษา วิเคราะห์แผนธุรกิจ ฯลฯ การทำงานด้วยวิถีมือปืนรับจ้าง จบงานเป็นจ๊อบๆ ไม่ต้องตอกบัตรเข้าทำงานตามเวลาออฟฟิศ และได้หมั่นลับฝีมือตัวเองอยู่เสมอ จากการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ของบรรดาฟรีแลนซ์ที่มีมากมายในตลาด จึงเป็นอิสระและความท้าทายที่เย้ายวนใจให้ใครต่อใครหันหลังให้งานประจำ แล้วทำงานอิสระกันมากขึ้น
แต่ในความอิสระย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย การจะเป็นฟรีแลนซ์ที่งานชุกได้นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับฝีมือการทำงานที่เฉียบขาด ความขยันและวินัยที่ต้องเป๊ะมาก รวมถึงการขวนขวายหาคอนเน็กชั่นเพิ่มเติม พร้อมกับรักษาไว้ให้มั่น รายได้จะได้ไม่หลุดลอย ปัจจัยเหล่านี้เองทำให้ผู้ที่ตั้งใจจะเดินบนเส้นทางสายฟรีแลนซ์ จำเป็นต้องมีคาถาประจำใจที่ว่า “งานตรึม เงินเต็ม เจ็บไม่จน” ที่ไม่ได้มีไว้เพียงท่องจำ แต่ต้องนำไปปฏิบัติอย่างชาญฉลาด จึงจะสามารถเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ของชีวิตได้อย่างมั่นคง
เพื่อให้มนุษย์ฟรีแลนซ์มี “งานตรึม เงินเต็ม เจ็บไม่จน” K-Expert บริการที่ปรึกษาการเงิน ธนาคารกสิกรไทย จึงได้จัดงาน “ยอดมนุษย์ฟรีแลนซ์ เหนื่อยนัก ก็พักได้” และได้เชิญสุดยอดมนุษย์ฟรีแลนซ์ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับชื่อดัง และ ปอมชาน-ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง นักวาดภาพประกอบระดับโลก มาร่วมให้คำแนะนำแก่ฟรีแลนซ์ทุกคน
เป็นฟรีแลนซ์แบบไหนถึงจะ “งานตรึม”
เราขอตัดเรื่องความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพออกไป เพราะเชื่อว่าสำหรับคนที่เลือกจะเป็นฟรีแลนซ์แล้ว ย่อมมั่นใจในฝีมือของตัวเอง ดังนั้น การเพิ่มช่องทางในการหางานให้ตัวเองต่างหาก ที่น่าสนใจยิ่งกว่า
เต๋อ-นวพล ให้หลักคิดในการทำงานว่า “เน้นทำงานน้อยชิ้นแต่มีคุณภาพ” เพื่อให้มีเวลาคิดและแก้ไขงานได้อย่างเต็มที่ และเมื่องานเรามีคุณภาพ จะทำให้เรามีงานเข้ามามากขึ้นกว่าเดิม เพราะลูกค้าจะเชื่อใจและเกิดการบอกต่อ
ด้านปอมชานก็มีเทคนิคให้ได้งานเช่นกัน คือต้องรู้จักวางแผนหาลูกค้าอย่างเป็นระบบ ต้องวิเคราะห์ว่าลูกค้าประเภทไหนที่ต้องการงานของเรา และเลือกที่จะไปติดต่อคนเหล่านั้น เพื่อเจาะให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงใช้หลัก 10% นั่นคือ เมื่อเราส่งงานไปหาลูกค้า จะมี 10% ที่ตอบรับกลับมา และจากจำนวนที่ตอบกลับมา จะมี 10% ที่จะเป็นลูกค้าของเรา ดังนั้นถ้าเราอยากได้ลูกค้าจำนวนเท่าไหร่ ก็ลองคำนวณเพื่อวางแผนหาลูกค้าได้อย่างเป็นระบบ
เตรียมรับทรัพย์ให้กระเป๋าตุง เพราะเราคือฟรีแลนซ์ “เงินเต็ม”
คำเตือนพื้นฐานที่เราคุ้นหูกันดีอย่าง “อย่าเอาแต่หาเงินอย่างเดียว หัดเก็บเงินซะบ้าง” ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ดังนั้น เมื่อจบงาน ได้เงิน ฟรีแลนซ์ที่ดีต้องหมั่นออมเงินไว้ให้เป็นนิสัย ผู้เชี่ยวชาญจาก K-Expert แนะนำว่าควร “กันเงินสำรอง” ประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน งานไม่มี เงินไม่เข้า หรือกำลังอยู่ในช่วงรอรับเงิน จะได้นำเงินส่วนนี้มาใช้จ่ายได้ก่อน โดยเงินเก็บสำรองนี้สามารถอยู่ในรูปแบบของบัญชีเงินฝาก หรือกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น หรือกองทุนรวมตลาดเงินก็ล้วนได้ประโยชน์ไม่แพ้กัน
อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรตั้งหน้าตั้งตาเก็บออมในบัญชีเงินฝากเพียงอย่างเดียวจนเสียโอกาสลงทุน เพราะความเสี่ยงในการลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด แต่การเสี่ยงกับเงินที่เติบโตไม่ทันราคาสินค้าที่แพงขึ้นไปตามยุคสมัยต่างหาก ที่น่ากลัวยิ่งกว่า
การลงทุนสำหรับฟรีแลนซ์ ควรเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ เช่น หุ้นปันผล หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการซื้อคอนโดฯ เพื่อปล่อยเช่า เพื่อชดเชยรายได้ที่ไม่แน่นอนของฟรีแลนซ์ ทั้งนี้ ก่อนลงทุนควรศึกษาข้อมูลสินทรัพย์ลงทุนให้ดี ทั้งรูปแบบการจ่ายผลตอบแทน และระดับความเสี่ยง เพื่อเลือกประเภทการลงทุนให้เหมาะกับตัวเอง ซึ่งนี่จะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญอีกประเภทหนึ่งสำหรับฟรีแลนซ์ เรียกว่า “Passive Income” เป็นการให้เงินทำงาน เพิ่มเติมจาก “Active Income” ที่เราได้จากการใช้ทักษะฝีมือทำงานอยู่แล้ว
อีกหนึ่งเรื่องที่ลืมไม่ได้คือ มองการณ์ไกลไปถึง “เก็บเงินเกษียณ” เพราะฟรีแลนซ์ไม่มีอายุเกษียณแบบมนุษย์เงินเดือน แต่ต้องทำงานตามเรี่ยวแรงและกำลังสมองที่มี จนอาจลืมไปว่ามนุษย์เรามีวันที่แรงหมด จนสามารถทำงานได้น้อยลง ดังนั้น ถ้าอยากพักผ่อนสบายๆ ในบั้นปลายของชีวิต ต้องคิดเก็บเงินตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้เป็นฟรีแลนซ์เกษียณอายุที่อยู่กินอย่างสมบูรณ์แบบในวัยชรา
“เจ็บไม่จน” คือคนแบบเรา
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฟรีแลนซ์เป็นชนใช้แรงงานประเภทหนึ่ง ดังนั้น เมื่อมีแรง ก็ย่อมมีรายได้จากการทำงาน สุขภาพจึงเป็นหัวใจหลักที่ชาวฟรีแลนซ์ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ในเมื่อคุณสามารถบริหารจัดการเวลาส่วนตัวและเวลาทำงานได้เองแล้ว ต้องใส่ใจจัดตารางออกกำลังกายลงไปในกิจวัตรประจำวันด้วย
แต่การออกกำลังกายก็ไม่สามารถป้องกันการเจ็บป่วยได้ทุกโรค แล้วยิ่งฟรีแลนซ์ไม่มีบริษัทคอยออกสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วยให้ จึงต้องควักเงินตัวเองจ่ายค่ารักษาไปเต็มๆ
แนวทางในการช่วยบรรเทาความสาหัสจากค่ารักษาพยาบาลก็คือ การทำประกัน โดยเฉพาะ “ประกันสุขภาพ” ที่เปรียบเหมือนการจ่ายเงินก้อนเล็กๆ เตรียมไว้เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึง “ประกันชดเชยรายได้” เพื่อเพิ่มความอุ่นใจในยามที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล จะได้มีเงินชดเชยค่าที่คุณรับงานไม่ได้ในช่วงนั้น โดยประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้ตามจำนวนวันที่นอนโรงพยาบาล
ถ้าปฏิบัติตามคาถา 3 ข้อนี้แล้วยังรู้สึกไม่มั่นใจ แนะนำให้ชาวฟรีแลนซ์ผูกมิตรกับ K-Expert บริการที่ปรึกษาการเงิน ธนาคารกสิกรไทย โดยทีมผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ ที่พร้อมให้คำปรึกษาทุกเรื่องการเงินโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือถ้าอยากพูดคุยแบบเจอหน้าเจอตา แวะไปที่ K-Expert Center ศูนย์บริการให้คำปรึกษาด้านการเงิน บนชั้น 2 อาคารจามจุรีสแควร์ ได้ทุกเมื่อ เพื่อรับคำปรึกษาเจาะลึกเป็นรายบุคคล โดยทีม K-Expert ผู้เชี่ยวชาญมาตรฐานระดับ CFP (Certified Financial Planner) ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเข้าใจความต้องการของลูกค้า ที่จะเป็นผู้ช่วยให้คำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสมทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์
สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ K-Expert คลิก https://goo.gl/UNRQDv #KExpert #Freelance #ยอดมนุษย์ฟรีแลนซ์เหนื่อยนักก็พักได้ #งานตรึมเงินเต็มเจ็บไม่จน
[Advertorial]