(1).jpg)
สาวน้อยวัย 15 เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เสียใจเพิกเฉย 3 สัญญาณเตือน เมื่อ 2 ปีก่อน
สาวน้อยวัย 15 เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร เสียใจที่มองข้าม 3 สัญญาณเตือนเมื่อ 2 ปีก่อน
"ตอนนั้นฉันรู้สึกดีใจและสบายใจโดยไม่รู้ว่าเป็นสัญญาณของโรคที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตฉัน" แอนนาเบลล์ กอนท์เล็ตต์ ชาวอังกฤษ เล่าด้วยความเสียใจ
แอนนาเบลล์ กอนท์เล็ตต์ ไม่มีวันลืมวันที่เธอได้รับข่าวว่าเธอเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เธอเพิ่งอายุ 15 ปี ยังไม่ทันได้สัมผัสวัยเจริญพันธุ์เต็มที่ แต่กลับต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายที่ผู้หญิงส่วนใหญ่จะต้องพบเมื่อเข้าสู่วัย 40 ปี
ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนที่แอนนาเบลล์อายุ 13 ปี ระยะเวลาประจำเดือนของเธอหยุดไปอย่างกะทันหัน พร้อมกับอาการร้อนวูบวาบ และอารมณ์แปรปรวน ในตอนแรกเธอดีใจที่ไม่ต้องทนกับอาการปวดท้องประจำเดือนอีก แต่ถึงแม้แม่จะกังวล แต่แอนนาเบลล์กลับมองข้าม 3 สัญญาณเตือนนี้ไป
เวลาผ่านไป ร่างกายของเธอเริ่มแสดงอาการผิดปกติที่ชัดเจนและรุนแรงขึ้น แอนนาเบลล์มักรู้สึกร้อนเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยพลาสติกหุ้มอาหาร หายใจไม่ออก และเหงื่อออกอย่างต่อเนื่อง อาการร้อนวูบวาบเกิดขึ้น 30-40 ครั้งต่อวัน ทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อนๆ ชอบล้อเธอเรียกว่า "มะเขือเทศ" เพราะหน้าของเธอจะแดงเมื่ออาการร้อนเกิดขึ้น
ไม่เพียงแค่นั้น แอนนาเบลล์ยังประสบกับอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ความจำเสื่อม เครียดโดยไม่มีสาเหตุ และอารมณ์แปรปรวน เธอกลายเป็นคนขี้โมโหกับเรื่องเล็กน้อย เช่น เสียงเคี้ยวอาหารดังของพ่อ เมื่อไปพบแพทย์ครั้งแรก อาการเหล่านี้กลับถูกมองข้ามและถูกวินิจฉัยผิดเป็นโรคการกิน
หลังจากใช้ยาที่ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น แอนนาเบลล์จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพสตรี และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะรังไข่ล้มเหลวก่อนวัย (POI) ซึ่งทำให้เธอเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนในวัยที่ยังเด็ก เธอรู้สึกเจ็บปวดเมื่อรู้ว่าเธอจะไม่สามารถมีลูกได้ตามธรรมชาติ เพราะไข่ไม่เหลือแล้ว ความฝันที่จะเป็นแม่ของเธอจึงพังทลายลงเมื่อเธอมีอายุเพียง 15 ปี
สัญญาณของภาวะรังไข่ล้มเหลวก่อนวัยและผลกระทบที่รุนแรง
ภาวะรังไข่ล้มเหลวก่อนวัยสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนก่อนอายุ 40 ปี และก่อให้เกิดสัญญาณที่น่ากังวล หากไม่สังเกตและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงหลายประการ
สัญญาณของภาวะรังไข่ล้มเหลวก่อนวัย มีดังนี้:
- ประจำเดือนมาผิดปกติหรือขาดหายไป: เป็นสัญญาณแรกที่มักถูกมองข้าม เพราะหลายคนคิดว่าเกิดจากความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาชั่วคราว
- ร้อนวูบวาบและเหงื่อออกกลางคืน: รู้สึกร้อนจากภายใน หน้าแดงและเหงื่อออกโดยไม่สนอุณหภูมิอากาศ ทั้งในอากาศเย็นหรือร้อน
- นอนไม่หลับ, สมองเบลอ: ผู้ที่มีภาวะรังไข่ล้มเหลวก่อนวัยมักนอนไม่หลับ ตื่นกลางดึกและมีปัญหาในการตั้งสมาธิและจดจำสิ่งต่างๆ
- อารมณ์แปรปรวน: มีความวิตกกังวล ซึมเศร้า ขี้โมโห และอารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- ช่องคลอดแห้งและความต้องการทางเพศลดลง: เนื่องจากระดับเอสโตรเจนลดลงอย่างมาก ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวในชีวิตคู่
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหลายคนยังไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของภาวะรังไข่ล้มเหลวก่อนวัย เช่นเดียวกับแอนนาเบลล์ ที่เธอรู้สึกเสียใจมากเมื่อได้รับคำอธิบายจากแพทย์เกี่ยวกับปัญหาที่เธอเผชิญจากภาวะนี้
"ถ้าฉันไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ตอนนั้น (ที่ประจำเดือนหายไป) ฉันรู้สึกดีใจและสบายใจมากโดยไม่รู้ว่านั่นคือสัญญาณของโรคที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของฉัน" เธอกล่าว
ในความเป็นจริง ภาวะรังไข่ล้มเหลวก่อนวัยไม่เพียงแค่ทำให้ประจำเดือนขาดหรือส่งผลกระทบต่อความสามารถในการมีบุตร แต่ยังส่งผลเสียต่อรูปลักษณ์และสุขภาพหลายด้านอีกด้วย
ผลกระทบของภาวะรังไข่ล้มเหลวก่อนวัย มีดังนี้
- ภาวะมีบุตรยาก: ภาวะรังไข่ล้มเหลวก่อนวัยทำให้สูญเสียความสามารถในการตกไข่ ซึ่งนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากตามธรรมชาติ
- กระดูกพรุนก่อนวัย: การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อการกระดูกหักเมื่อยังอายุน้อย
- โรคหัวใจและหลอดเลือด: ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทในการปกป้องหัวใจและหลอดเลือด เมื่อระดับฮอร์โมนลดลง ความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง, โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจเพิ่มขึ้น
- การสูญเสียความจำ: สมองเบลอ ลดความสามารถในการตั้งสมาธิและจดจำ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมในวัยเร็ว
- การแก่เร็ว: ผิวแห้ง, หย่อนคล้อย, เกิดริ้วรอยก่อนวัยเนื่องจากการสูญเสียคอลลาเจน เส้นผมก็หลุดร่วงง่ายขึ้น ทำให้รูปลักษณ์ดูแก่ก่อนวัย
- การเสื่อมสภาพทางสุขภาพจิต: อารมณ์ไม่มั่นคง, ซึมเศร้า, เครียดต่อเนื่อง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิต
เรื่องราวของแอนนาเบลล์เป็นการเตือนใจที่สำคัญว่าไม่ควรมองข้ามสัญญาณผิดปกติของร่างกาย หากพบอาการเหล่านี้ ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำและการรักษาทันที