
Catherine the Great "กษัตริย์หญิง" ผู้ทรงอำนาจ ผู้ถูกสาดโคลนด้วยข่าวลือ "คาวกาม"
สมเด็จพระจักรพรรดินีแคทเธอรีนมหาราช แห่งรัสเซีย: กษัตริย์หญิงผู้ทรงอำนาจ ผู้ถูกสาดโคลนด้วยข่าวลือเสื่อมเสียคาวกาม
สมเด็จพระจักรพรรดินีแคทเธอรีนที่ 2 แห่งรัสเซีย (Catherine the Great) ทรงเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป พระองค์ทรงนำพารัสเซียเข้าสู่ยุคทองแห่งความรุ่งเรืองตั้งแต่ปี ค.ศ. 1762 ถึง 1796 ด้วยความสามารถทางการเมืองและการขยายอำนาจ อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของพระองค์กลับถูกบดบังด้วยข่าวลือเสื่อมเสียเกี่ยวกับชีวิตส่วนพระองค์ โดยเฉพาะเรื่องคาวกามที่ถูกแต่งเติมเกินจริง เพื่อทำลายเกียรติยศของผู้นำหญิงผู้ทรงพลัง
ซ้าย: เฮเลน เมียร์เรน (Helen Mirren) ในบท สมเด็จพระจักรพรรดินีแคทเทอรีนมหาราช (Catherine the Great) จากซีรีส์ Catherine the Great ทาง HBO
ขวา: พระบรมฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระจักรพรรดินีแคทเทอรีนมหาราช (Catherine II of Russia) พระผู้ปกครองจักรวรรดิรัสเซียในช่วงศตวรรษที่ 18
การขึ้นสู่อำนาจและการครองราชย์
สมเด็จพระจักรพรรดินีแคทเธอรีนมหาราชประสูติเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1729 ในเมืองสเตททิน (ปัจจุบันอยู่ในโปแลนด์) ในชื่อ เจ้าหญิงโซฟี ฟรีเดอริเก ออกุสเทอ แห่งอันฮัลท์-แชร์บสต์ พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าชายปีเตอร์แห่งรัสเซีย (ต่อมาคือ สมเด็จพระจักรพรรดิปีเตอร์ที่ 3) ในปี ค.ศ. 1745 และทรงเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ พร้อมใช้พระนามว่า เอกาเทรีนา อเล็กเซเยฟนา
ในปี ค.ศ. 1762 หลังสมเด็จพระจักรพรรดิปีเตอร์ที่ 3 ขึ้นครองราชย์ได้เพียง 6 เดือน พระองค์ทรงถูกมองว่าเป็นผู้นำที่อ่อนแอและไม่เป็นที่ยอมรับ สมเด็จพระจักรพรรดินีแคทเธอรีนจึงทรงร่วมมือกับขุนนางและกองทัพทำรัฐประหารในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1762 โค่นล้มพระสวามีและขึ้นครองราชย์ ภายใต้การนำของพระองค์ รัสเซียขยายดินแดนราว 518,000 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 200,000 ตารางไมล์) และกลายเป็นมหาอำนาจแห่งยุโรป พระองค์ยังทรงสนับสนุนแนวคิดยุคแห่งการรู้แจ้ง (Enlightenment) และพัฒนาการศึกษา ศิลปะ และกฎหมาย
ชีวิตรัก: จุดเริ่มต้นของข่าวลือ
สมเด็จพระจักรพรรดินีแคทเธอรีนทรงมีพระสวามีเพียงพระองค์เดียวคือ สมเด็จพระจักรพรรดิปีเตอร์ที่ 3 ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ราบรื่น หลังขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงมีคู่รักหลายคน เช่น กริกอรี ออร์ลอฟ ผู้มีส่วนในการรัฐประหาร และกริกอรี โปเตมกิน นายทหารผู้ทรงอิทธิพล ความสัมพันธ์เหล่านี้ถูกนำไปขยายความและบิดเบือนโดยศัตรูทางการเมือง
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือความสัมพันธ์กับ สมเด็จพระเจ้าสตานิสวัฟ ออกุสต์ โปเนียตอฟสกี กษัตริย์แห่งโปแลนด์ ซึ่งพระองค์ทรงสนับสนุนให้ขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1764 ความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่พระองค์จะขึ้นเป็นจักรพรรดินี แต่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีพระองค์ในภายหลัง โดยกล่าวหาว่าพระองค์ใช้เสน่ห์ส่วนพระองค์ควบคุมผู้นำชาย
ข่าวลือเสื่อมเสียคาวกาม: การโจมตีเพื่อลบล้างความยิ่งใหญ่
แม้พระองค์จะทรงเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง แต่สมเด็จพระจักรพรรดินีแคทเธอรีนกลับถูกสาดโคลนด้วยข่าวลือที่มุ่งทำลายชื่อเสียง โดยเฉพาะเรื่องคาวกามที่เกินจริงและไร้หลักฐาน ข่าวลือที่โด่งดังที่สุดคือ การกล่าวอ้างว่าพระองค์ทรงสวรรคตขณะมีเพศสัมพันธ์กับม้า เรื่องนี้เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง ในความเป็นจริง พระองค์ทรงสวรรคตจากอาการเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1796 ข่าวลือนี้เริ่มแพร่สะพัดหลังการสวรรคต โดยเชื่อว่าเป็นฝีมือของศัตรูที่ต้องการลดทอนความยิ่งใหญ่ของผู้นำหญิง (อ้างอิง: Catherine the Great: A Portrait of a Woman โดย Robert K. Massie)
อีกข่าวลือหนึ่งที่ถูกแต่งเติมคือ การกล่าวหาว่าพระองค์ทรงมี "ห้องเซ็กซ์" ที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ลามกอนาจารเพื่อความสุขส่วนพระองค์ ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดๆ รองรับเรื่องนี้ และนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเรื่องราวนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 และ 20 โดยกลุ่มที่ต่อต้านพระองค์หรือต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสีย (อ้างอิง: Catherine the Great and the Russian Nobility โดย David Ransel)
ข่าวลือเหล่านี้สะท้อนอคติทางเพศในยุคนั้น ที่มองว่าผู้หญิงที่มีอำนาจสูงต้องถูกโจมตีด้วยเรื่องส่วนตัว เพื่อบดบังความสำเร็จทางการเมืองและการบริหาร ขณะที่ผู้นำชายที่มีพฤติกรรมคล้ายกันมักไม่ถูกประณามในลักษณะเดียวกัน
Jeanne Moreau รับบทจักรพรรดินีแคทเธอรีนใน Great Catherine (1968)
มรดกที่ถูกบดบังและความท้าทายในราชสำนัก
แม้จะถูกใส่ร้าย สมเด็จพระจักรพรรดินีแคทเธอรีนทรงทิ้งมรดกอันยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจในปี ค.ศ. 1764 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะชั้นนำของโลก และทรงพยายามปฏิรูปกฎหมายผ่าน "Nakaz" แม้จะไม่สำเร็จเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม นโยบายบางอย่าง เช่น การกดขี่ไพร่และชาวนา ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในสังคม ซึ่งเป็นจุดอ่อนในรัชสมัยของพระองค์
ความสัมพันธ์กับสมเด็จพระจักรพรรดิพอลที่ 1 พระราชโอรส ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย พระองค์ทรงมีข้อขัดแย้งกับพระโอรส และเคยพิจารณาส่งต่อราชบัลลังก์ให้หลานชาย (สมเด็จพระจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 1) แทน ความตึงเครียดนี้ทำให้เกิดการต่อต้านพระองค์จากบางกลุ่มในราชสำนัก ซึ่งอาจมีส่วนในการเผยแพร่ข่าวลือเพิ่มเติม
บทสรุป
สมเด็จพระจักรพรรดินีแคทเธอรีนมหาราชทรงเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่ทลายข้อจำกัดทางเพศและการเมือง เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้รัสเซีย แม้พระองค์จะประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ข่าวลือเสื่อมเสียคาวกามที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายชื่อเสียงยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความท้าทายที่ผู้นำหญิงต้องเผชิญ กระนั้น พระราชกรณียกิจของพระองค์ในด้านการขยายดินแดน ศิลปะ และวัฒนธรรม ยังคงเป็นมรดกที่โลกจดจำ และพิสูจน์ว่าความจริงไม่อาจถูกบดบังด้วยคำนินทาได้
Jeanne Moreau รับบทจักรพรรดินีแคทเธอรีนใน Great Catherine (1968)