
มองใหม่! ส่วนหนึ่งของ "หมู" ติดอันดับ 8 ของโลก กินดีกว่ามะเขือเทศ-ปลาแมคเคอเรล
มองใหม่! "มันหมู" เคยถูกมองว่าอันตราย แต่จริงๆ แล้วอาจดีต่อสุขภาพกว่าที่คิด
ในอดีต "มันหมู" หรือมันวัว มักถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของโรคอ้วน โรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ทำให้หลายครอบครัวหันมาใช้น้ำมันพืชแทน แต่ใครจะรู้ว่าในรายงานจัดอันดับ 100 อาหารที่ดีที่สุดต่อสุขภาพ โดย BBC มันหมูกลับติดอันดับ 8 ของโลก ได้คะแนนสูงถึง 73/100 เหนือกว่าผักและอาหารที่หลายคนมองว่าเป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” อย่างกะหล่ำม่วง มะเขือเทศ หรือแม้แต่ปลาแมคเคอเรล
มุมมองใหม่ของไขมันจากสัตว์
การจัดอันดับนี้มาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน PLoS ONE และถูกนำเสนอโดย BBC Future แนวคิดหลักคือการเลือกอาหารที่กินแล้วสามารถตอบสนองความต้องการสารอาหารแบบพอดี ไม่เกินหรือขาดจนทำให้โภชนาการไม่สมดุล
ซึ่งจากการวิเคราะห์กว่า 1,000 อาหารดิบ เพื่อจัดอันดับ 100 อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการดีที่สุดในโลก พบว่า ไขมันหมูบริสุทธิ์ (pork fat หรือ lard) ยังไม่ผ่านความร้อนหรือสกัด ติดอันดับที่ 8 ด้วยคะแนนโภชนาการ 73 คะแนน จาก 100 โดยอยู่เหนืออาหารยอดนิยมหลายชนิด เช่น ถั่ว, มันเทศ และส้ม
เนื้อหาเพิ่มเติมเผยว่า pork fat มีข้อดี เช่น อุดมไปด้วยวิตามินบี แร่ธาตุ และมีไขมันไม่อิ่มตัว (monounsaturated fats) ในปริมาณสูงเทียบเท่ากับน้ำมันมะกอก แต่ก็มีข้อควรระวังคือยังมีไขมันอิ่มตัว (saturated fats) อยู่ จึงควรบริโภคในปริมาณที่พอดี และมีการย้ำว่า ไขมันหมูเป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวในกลุ่มไขมันสัตว์ที่ติดอันดับนี้ และพบว่า มันดีกว่าไขมันจากแกะหรือวัว
เปรียบเทียบไขมันในไขมันสัตว์และน้ำมันอื่น
ข้อมูลจาก Prevention ระบุว่า ในปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ:
- มันหมู: 5 กรัมไขมันอิ่มตัว, 5.8 กรัมไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว, 1.4 กรัมไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
- เนย: 7.2 กรัมไขมันอิ่มตัว, 3 กรัมไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว, 0.4 กรัมไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
- น้ำมันมะกอก: 1.9 กรัมไขมันอิ่มตัว, 9.9 กรัมไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว, 1.4 กรัมไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
จากข้อมูลนี้ มันหมูมีไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าเนย แต่มากกว่าน้ำมันมะกอก นั่นหมายความว่า มันหมูเป็นไขมัน “กึ่งกลาง” ที่ไม่ควรถูกมองว่าแย่เสมอไป
ประโยชน์ที่หลายคนมองข้าม
มันหมูไม่เพียงให้พลังงาน แต่ยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามิน A, D, E และ K ได้ดีขึ้น
ที่สำคัญ มันหมูยังถือเป็นหนึ่งในอาหารไม่กี่ชนิดที่อุดมไปด้วย วิตามินดีตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหากมาจากหมูที่เลี้ยงแบบปล่อยกลางแจ้ง 1 ช้อนโต๊ะของมันหมูอาจให้วิตามินดีได้มากถึง 1,000 IU ซึ่งสูงกว่าหลายแหล่งอาหารทั่วไป
นอกจากนี้ มันหมูยังมีจุดเดือดสูงถึงประมาณ 170 องศาเซลเซียส ทำให้ทนความร้อนได้ดีเมื่อใช้ทอดหรือผัด ลดโอกาสเกิดสารก่อมะเร็งจากการเผาไหม้
กินมันหมูอย่างไรให้ปลอดภัย?
ThS. BS Lê Thị Hải อดีตผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาโภชนาการ ให้สัมภาษณ์กับSức khỏe & Đời sống สื่อสุขภาพของรัฐบาลเวียดนาม ว่าการเลิกกินมันหมูโดยสิ้นเชิงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเสมอไป
แนวทางการบริโภคมันหมูอย่างเหมาะสม คือ
- ผู้ใหญ่ทั่วไป: ควรบริโภคประมาณ 1 ช้อนโต๊ะต่อวัน
- ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง: ควรลดหรือเลี่ยง หันมาใช้น้ำมันพืชแทน
- เด็กเล็ก: ระบบย่อยอาหารยังไม่สมบูรณ์ จึงไม่ควรกินในปริมาณมาก
ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่า ไม่มีอาหารชนิดใด “ดีสุด” หรือ “แย่สุด” ทุกอย่างอยู่ที่ปริมาณและความหลากหลาย หากกินอย่างพอดี สลับกับอาหารอื่น และหลีกเลี่ยงการทอดหรือผัดมันหมูในปริมาณมาก ก็สามารถเป็นแหล่งพลังงานและสารอาหารที่ดีต่อร่างกายได้
แล้วทำไมผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือน "อย่ากิน" หรือ "ไม่ดี"?
1. ไขมันอิ่มตัวสูง
-
ไขมันหมูยังคงมี ไขมันอิ่มตัว (saturated fat) สูง
→ ถ้ากินมากเกินไป อาจ เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ, คอเลสเตอรอลสูง
2. การปรุง-บริบทการกิน
-
ในชีวิตจริง ไขมันหมูมักถูกใช้ในอาหารที่ ทอด, มันเยิ้ม, เค็มจัด
→ นั่นคือปัญหาใหญ่: "ไม่ได้ผิดที่ไขมันหมู แต่ผิดที่รูปแบบการบริโภค"
3. สุขภาพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
-
คนที่เป็นโรคหัวใจ, เบาหวาน, ความดันสูง → ควรจำกัดไขมันอิ่มตัว
-
ผู้สูงอายุ → อาจเผาผลาญไม่ดีเหมือนวัยหนุ่มสาว
สรุปแล้วเราควรเชื่อใคร? ไม่ต้องเลือกข้างระหว่างหมอกับนักวิจัย แต่ควรใช้หลัก "กินให้สมดุล" + "รู้จักร่างกายตัวเอง"
- นักประสาทวิทยา แนะนำให้เติม 1 ส่วนผสมลงใน "กาแฟ" ช่วยป้องกันริ้วรอย หนีแก่ก่อนวัย!
- อ็อกซ์ฟอร์ดวิจัยพบ เครื่องดื่มช่วย “ขับไล่” มะเร็งลำไส้ มีติดตู้เย็นทุกบ้าน ถูกกว่าชา-กาแฟ