เช็กข่าวชัวร์ : น้ำสับปะรดเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับมะเร็ง จริงหรือไม่?
Fact Check “น้ำสับปะรดเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับมะเร็ง” อ้างสรรพคุณเกินจริง จริงหรือไม่?
มีการแชร์ข้อมูลด้านสุขภาพอย่างแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่า “น้ำสับปะรดเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับมะเร็ง” อ้างอิงถึงคุณสมบัติของสารโบรมีเลน (bromelain) ที่พบในสับปะรด ซึ่งผู้ที่ได้รับข้อมูลมักเกิดความเข้าใจผิดและอาจใช้แทนการรักษาทางการแพทย์หลัก กองบรรณาธิการ Sanook News ได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อกล่าวอ้างดังกล่าวแล้ว เพื่อหยุดการแชร์ข่าวปลอม หรือ Fake News ด้านสุขภาพที่อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจรักษาผู้ป่วยมะเร็ง
คำถาม
การดื่มน้ำสับปะรดมีผลต่อการรักษาหรือป้องกันมะเร็งได้จริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ และมีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์รองรับการกล่าวอ้างว่า “น้ำสับปะรดเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับมะเร็ง” หรือไม่?
การตรวจสอบ
ข้อกล่าวอ้างนี้มีพื้นฐานมาจากงานวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการ (In vitro) และการศึกษาในสัตว์ทดลอง (Animal studies) ซึ่งพบว่า โบรมีเลน (bromelain) ซึ่งเป็นเอนไซม์โปรตีเอสที่พบในสับปะรด อาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิดผ่านกลไกต่างๆ เช่น การกระตุ้นการตายของเซลล์ (apoptosis)
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปริมาณโบรมีเลนที่ใช้ในการทดลองเหล่านี้มักสูงกว่าปริมาณที่มนุษย์จะได้รับจากการบริโภคน้ำสับปะรดตามปกติอย่างมาก ขณะที่ร่างกายมนุษย์ยังต้องผ่านกระบวนการย่อยและการดูดซึม ซึ่งอาจทำให้ปริมาณสารออกฤทธิ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ที่สำคัญที่สุดคือ ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิก (Clinical Trials) ในมนุษย์ ที่ยืนยันว่า การดื่มน้ำสับปะรดหรือการบริโภคโบรมีเลนในรูปแบบอาหารเสริม มีผลต่อการรักษา ป้องกัน หรือเป็น “เครื่องมือสำคัญ” ในการต่อสู้กับโรคมะเร็งในมนุษย์ได้จริง
ดังนั้น การนำผลการศึกษาจากห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลองมาสรุปเป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่ใช้กับมนุษย์จึงเป็นการสรุปที่เกินขอบเขตความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ข้อเท็จจริง
ข่าวที่กล่าวอ้างว่า “น้ำสับปะรดเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับมะเร็ง” เป็นข่าวปลอมและเป็นการให้ข้อมูลที่เกินจริง การบริโภคน้ำสับปะรดมีประโยชน์ต่อสุขภาพทั่วไปในเชิงโภชนาการ แต่ไม่มีหลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ที่ยืนยันว่าสามารถรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็งได้ ผู้ป่วยมะเร็งควรเข้ารับการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์ และไม่ควรใช้การบริโภคน้ำสับปะรดทดแทนการรักษาหลัก