สรุป รายการลดหย่อนภาษี 2568 อัปเดต ครบทุกรายการ
สรุปรายการลดหย่อนภาษี 2568 ทั้งลดหย่อนส่วนตัว ครอบครัว การลงทุน เงินบริจาค และมาตรการของรัฐ ที่จะช่วยให้เราประหยัดเงินได้มากกว่าที่คิด
หลายคนเตรียมนับถอยหลังสู่การยื่นภาษี ซึ่งเป็นภารกิจที่มนุษย์เงินเดือน หรือผู้มีรายได้น้อย จะทำเป็นประจำทุกปี แต่สิ่งที่มือใหม่ หรือบางคนอาจจะพลาดไปบ้าง คือ การใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2568 กรมสรรพากรมีการปรับปรุงสิทธิลดหย่อนต่างๆ ทั้งการเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ เข้าไปด้วย ยิ่งถ้าใครไม่ได้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ก็อาจจะพลาดโอกาสที่จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเราไปได้หลายบาทเลยทีเดียว
แต่ก่อนที่เราจะไปรู้ดูว่ามีรายการอะไรบ้างที่ใช้ลดหย่อนภาษีปี 2568 ได้ เราไปทำความรู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่า "ค่าลดหย่อน" กันก่อน
ค่าลดหย่อน คืออะไร
รายการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้สามารถนำไปหักออกจากเงินได้หลังจากที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว โดยมีวิธีการคำนวณดังนี้
รายได้ต่อปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี = เงินภาษีที่ต้องจ่าย
ถ้าเราหาวิธีลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้ ก็จะช่วยให้เราประหยัดเงินได้มากขึ้น และยังได้สิทธิประโยชน์ดีๆ ตามมาอีกมากมาย

สรุป รายการลดหย่อนภาษีปี 2568
กลุ่มที่ 1: ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท (สำหรับผู้มีเงินได้ทุกคน)
- ค่าลดหย่อนคู่สมรส: 60,000 บาท (กรณีคู่สมรสจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีเงินได้)
- ค่าลดหย่อนบุตร:
- บุตรตามกฎหมายหรือบุตรบุญธรรม คนละ 30,000 บาท
- บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป และเกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จะได้คนละ 60,000 บาท (ไม่ว่าจะเป็นบุตรตามกฎหมายหรือบุตรบุญธรรม)
- เงื่อนไข: บุตรอายุไม่เกิน 20 ปี หรือ 20-25 ปี และกำลังศึกษาอยู่
- ค่าฝากครรภ์และทำคลอด: จ่ายตามจริง ไม่เกินท้องละ 60,000 บาท
- ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา: คนละ 30,000 บาท (บิดา/มารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี)
- ค่าอุปการะผู้พิการหรือทุพพลภาพ: คนละ 60,000 บาท (ต้องเป็นผู้ดูแลที่ระบุในบัตรคนพิการ)
กลุ่มที่ 2: ค่าลดหย่อนกลุ่มประกัน การออม และการลงทุน
- เงินสมทบกองทุนประกันสังคม: จ่ายตามจริง สูงสุด 9,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิตและประกันสะสมทรัพย์: จ่ายตามจริง สูงสุด 100,000 บาท (มีความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป)
- เบี้ยประกันสุขภาพของตนเอง: จ่ายตามจริง สูงสุด 25,000 บาท (เมื่อรวมกับประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท)
- เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา: จ่ายตามจริง สูงสุด 15,000 บาท (บิดามารดาต้องไม่มีเงินได้)
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF): ไม่เกิน 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF): ไม่เกิน 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
- หมายเหตุ: เมื่อรวมกับ RMF, ประกันบำนาญ, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข./กสช. แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG): ไม่เกิน 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 300,000 บาท (ไม่นับรวมในวงเงิน 500,000 บาทข้างต้น)
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ: ไม่เกิน 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
- ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ/สร้างที่อยู่อาศัย: จ่ายตามจริง สูงสุด 100,000 บาท
กลุ่มที่ 3: ค่าลดหย่อนกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ (มาตรการพิเศษ)
- มาตรการ Easy E-Receipt 2.0 (ซื้อสินค้า/บริการช่วง ม.ค.-ก.พ. 2568): จ่ายตามจริง สูงสุด 50,000 บาท (ต้องมี e-Tax Invoice หรือ e-Receipt เท่านั้น)
- มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” (ค่าใช้จ่ายที่พัก/ร้านอาหาร ช่วง ต.ค.-ธ.ค. 2568):
- เที่ยวเมืองหลัก: ลดหย่อนได้ 1 เท่า ของที่จ่ายจริง สูงสุด 20,000 บาท
- เที่ยวเมืองรอง: ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ของที่จ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาท
- ค่าสร้างบ้านใหม่ (ตามสัญญาจ้าง 9 เม.ย. 2567-31 ธ.ค. 2568): ลดหย่อนได้ 10,000 บาท ต่อทุก 1 ล้านบาท ของค่าก่อสร้างที่จ่ายจริง (รวม VAT แล้ว) สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
กลุ่มที่ 4: ค่าลดหย่อนกลุ่มเงินบริจาค
- เงินบริจาคทั่วไป: ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว
- เงินบริจาคเพื่อการศึกษา/กีฬา/สถานพยาบาลของรัฐ: ลดหย่อนได้ 2 เท่า ของที่จ่ายจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว
- เงินบริจาคพรรคการเมือง: จ่ายตามจริง ไม่เกิน 10,000 บาท
สำหรับ มือใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มยื่นภาษี หากมีรายได้เกิน 120,000 บาทต่อปี ต้องยื่นภาษี แม้จะทำงานไม่ครบปีก็ตาม ที่สำคัญทุกคนมีค่าลดหย่อนส่วนตัวอัตโนมัติ 60,000 บาท และเงินที่หักเข้าประกันสังคมทุกเดือน สามารถใช้ลดหย่อนได้ทันที