10 ประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก "เวเนซุเอลา" นั่งแชมป์ท่ามกลางวิกฤต
เปิดขุมทรัพย์ "น้ำมันโลก" 4 ชาติยักษ์ใหญ่คุมเบ็ดเสร็จ "เวเนซุเอลา" นั่งแชมป์ท่ามกลางวิกฤต
แม้กระแสพลังงานสะอาดจะมาแรง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า "น้ำมัน" ยังคงเป็นทรัพยากรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก โดยปัจจุบันพลังงานฟอสซิลยังครองสัดส่วนความต้องการพลังงานทั่วโลกถึง 70% ข้อมูลล่าสุดจากรายงานประจำปี 2025 ของกลุ่มโอเปก (OPEC) ได้เปิดเผยตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันที่พิสูจน์แล้ว (Proven oil reserves) ณ สิ้นปี 2024 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าขุมทรัพย์ดำนี้กระจุกตัวอยู่ในมือของไม่กี่ประเทศเท่านั้น
4 ชาติมหาอำนาจ กุมชะตาน้ำมันโลกเกินครึ่ง
สิ่งที่น่าสนใจคือ เพียงแค่ 4 ประเทศแรกในตาราง ก็ครอบครองปริมาณน้ำมันดิบไปแล้วเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโลก โดยแชมป์อันดับ 1 ยังคงเป็น เวเนซุเอลา ที่มีปริมาณสำรองมหาศาลถึง 3.03 แสนล้านบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของเวเนซุเอลานั้นซับซ้อน แม้จะมีน้ำมันเยอะที่สุด แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถส่งออกได้เต็มที่เพราะถูกคว่ำบาตร

ล่าสุด หลังจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และการจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะเข้าควบคุมแหล่งน้ำมันนี้ และเปิดทางให้บริษัทอเมริกันเข้าไปฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาที่ทรุดโทรม
- ทรัมป์ฮึ่ม! หลังถล่มเวเนซุเอลา ชี้เป้าต่อไปคือ "2 ประเทศนี้" เตือนผู้นำระวังตัวให้ดี
- โลกผวาสงครามโลกครั้งที่ 3! ทรัมป์สั่งถล่มเวเนซุเอลา ประกาศ "ปธน.มาดูโร" เกมแล้ว
- ประวัติ "นิโคลัส มาดูโร" จากคนขับรถเมล์ สู่ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา 13 ปี
รองลงมาคือพี่ใหญ่แห่งตะวันออกกลางอย่าง ซาอุดีอาระเบีย ตามมาด้วย อิหร่าน และ แคนาดา โดยอันดับทั้งหมดมีดังนี้:
10 อันดับประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก
| อันดับ | ประเทศ | ปริมาณสำรอง (พันล้านบาร์เรล) |
|---|---|---|
| 1 | เวเนซุเอลา | 303.2 |
| 2 | ซาอุดีอาระเบีย | 267.2 |
| 3 | อิหร่าน | 208.6 |
| 4 | แคนาดา | 163.0 |
| 5 | อิรัก | 145.0 |
| 6 | สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) | 113.0 |
| 7 | คูเวต | 101.5 |
| 8 | รัสเซีย | 80.0 |
| 9 | ลิเบีย | 48.3 |
| 10 | สหรัฐอเมริกา | 45.0 |
ตะวันออกกลางยังแกร่ง - แคนาดายืนหนึ่งนอกกลุ่ม OPEC
กลุ่มประเทศ OPEC โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง (ซาอุฯ, อิหร่าน, อิรัก, คูเวต, UAE) ยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่ได้เปรียบเรื่องต้นทุนการผลิตที่ต่ำและเข้าถึงง่าย ทำให้พวกเขายังคงเป็นซัพพลายเออร์ที่สำคัญที่สุดของโลก
ในขณะที่กลุ่มนอก OPEC แคนาดา โดดเด่นขึ้นมาในอันดับ 4 ด้วยปริมาณสำรองจาก "ทรายน้ำมัน" (Oil sands) แม้จะมีต้นทุนการสกัดที่สูงกว่าและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าน้ำมันดิบปกติ ส่วนมหาอำนาจอย่าง รัสเซีย และ สหรัฐอเมริกา ก็ยังคงติดอยู่ใน Top 10 เช่นกัน แสดงให้เห็นว่าการเมืองโลกและเศรษฐกิจยังคงผูกติดอยู่กับชาติมหาอำนาจด้านพลังงานเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้