.jpg)
ผปค.หน้าชา ครูหนุ่มพูดตรงๆ ไม่กลัวเด็กเกเร-เกรดแย่ มีนักเรียน 1 ประเภท น่ากังวลกว่า!
ถกสนั่น ครูหนุ่มเผย "เด็กที่กลัวที่สุด" ไม่ใช่นักเรียนเกเร หรือเรียนได้เกรดแย่ แต่มี 1 ประเภท น่ากังวลกว่า!
ผู้ปกครองย่อมหวังให้ลูกมีอนาคตที่ดี พยายามสั่งสอนเท่าที่จะมอบความรู้ให้ดี แต่เพราะทุกคนก็เป็นพ่อแม่ครั้งแรก และด้วยอิทธิพลของความต่างในช่วงวัย วิธีการศึกษาในบทเรียนหลายๆ อย่างก็อาจผิดพลาดได้ และบางครั้งวิธีการอบรมก็อาจจะไม่ถูกต้องเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนั้นจะส่งผลต่ออนาคตของเด็กในระดับที่แตกต่างกันออกไป
เมื่อไม่นานมานี้ มีคลิปของคุณครูชาวจีนคนหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อครูหนึ่งคนนี้แบ่งปันประสบการทำงานว่า หลังจากที่เขาเริ่มทำงานเป็นครู เขากลับไม่กลัวเด็กที่เรียนอ่อน หรือเด็กที่ดื้อรั้นซุกซน เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ "เด็กที่ว่างเปล่า"
เด็กที่ว่างเปล่าคืออะไร? หนึ่งในลักษณะคือพวกเขามักจะเชื่อฟังดี เป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นผู้ฟังในห้องเรียนที่สมบูรณ์แบบ จนแทบไม่มีอะไรให้ครูตำหนิได้เลย แต่ภายในจิตใจกลับว่างเปล่าและขาดการพัฒนา เหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีหัวใจ
เด็กเหล่านี้ไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่มีความตั้งใจที่จะพัฒนา ไม่พยายามทำสิ่งใด แม้จะบอกอะไรไปก็ไม่สามารถทำให้เด็กเหล่านี้รับรู้ได้ พวกเขาดูเฉยเมย เย็นชา ไม่หัวเราะ ไม่โกรธ และไม่มีความสนใจอะไรเลย เด็กเหล่านี้จะรับมือกับทุกเรื่องด้วยความเยือกเย็นจนถึงขั้นไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ความรู้สึกของพวกเขาน้อยครั้งที่จะผันผวนหรือเปลี่ยนแปลง เหมือนกับหัวใจของพวกเขามีเยื่อหุ้มหัวใจปิดกั้นเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถรู้สึกถึงความสุขหรือความทุกข์ได้
ครูเชื่อว่า เด็กที่ว่างเปล่าเหล่านี้ เลือกที่จะใช้ “ความสม่ำเสมอ” หรือความไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะลงโทษพ่อแม่ หรือคุณครู และในขณะเดียวกันก็พยายามแสวงหาความสุขจากภายในตัวเอง เนื่องจากหลังจากการสังเกตและวิเคราะห์ ครูพบว่า พ่อแม่ของเด็กที่ว่างเปล่า มักจะเป็นผู้ปกครองที่มีความต้องการควบคุมลูกของตนเองอย่างมาก
ทั้งนี้ หลังจากที่คลิปของคุณครูคนนี้ถูกเผยแพร่ออกมา ก็ได้รับความสนใจอย่างมากจากกลุ่มผู้ปกครองและชาวเน็ต อย่างไรก็ตาม ในคอมเมนต์ก็มีความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับมุมมองของครู พวกเขาเชื่อว่า "เด็กที่ว่างเปล่า" ไม่ได้ตั้งใจจะไม่ให้ความร่วมมือเพื่อที่จะลงโทษครูหรือพ่อแม่ แต่จริงๆ แล้วเด็กเหล่านี้กำลังรู้สึกหมดหวัง แต่ไม่รู้วิธีการว่าควรจะเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างไร ดังนั้น เมื่อเด็กเหล่านี้ต้องเผชิญกับการสื่อสาร พวกเขาจึงใช้ความเยือกเย็นและไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เพื่อปกปิดความวิตกกังวลและความกลัวที่มี เด็กเหล่านี้ไม่ใช่เด็กที่กบฎ แต่เป็นเด็กที่ตกอยู่ในสภาพความรู้สึกหมดหวังในการเรียนรู้ ซึ่งสุดท้ายแล้วสาเหตุหลักก็เชื่อว่าเกิดจากวิธีการอบรมของผู้ปกครอง
การทดลองและวิจัย "ความหมดหวังในเด็ก"
เกี่ยวกับความรู้สึกหมดหวังนี้ มีการทดลองหนึ่งของนักจิตวิทยา Seligman ได้ทดลองโดยการใส่สุนัขไว้ในกรง และแบ่งกรงออกเป็นสองส่วน คือส่วนที่มีไฟฟ้าช็อต และส่วนที่ไม่มีไฟฟ้าช็อต โดยให้สุนัขอยู่ตรงกลาง เมื่อสวิตช์ไฟถูกเปิดขึ้น สุนัขจะถูกไฟฟ้าช็อตและตามสัญชาตญาณจะวิ่งไปยังส่วนที่ไม่มีไฟฟ้าช็อต แต่ไม่สามารถทำได้เพราะสายจูงติดอยู่ หลังจากพยายามหลายครั้ง นักทดลองจึงปลดสายจูงออกและเปิดสวิตช์อีกครั้ง ครั้งนี้สุนัขยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่พยายามวิ่งไปที่ส่วนที่ปลอดภัย แต่กลับยืนอย่างหมดหวังและ "เพลิดเพลิน" กับการโดนไฟฟ้าช็อต สำหรับเด็กๆ ความรู้สึกหมดหวังนี้เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาผ่านการถูกวิพากษ์วิจารณ์มากเกินไป ในจิตใจของเด็กพวกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญและเป็นคนธรรมดา เพราะถูกเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมครอบครัวที่มีความคิดแง่ลบ ถูกวิจารณ์อยู่เสมอ จึงทำให้เด็กกลายเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่สามารถหาคุณค่าของตัวเองได้
ขณะที่ Xu Kaiwen นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เคยกล่าวไว้ในบทเรียนหนึ่งว่า "สาเหตุที่ลึกซึ้งของอาการความว่างเปล่าในเด็ก มาจากความวิตกกังวลของพ่อแม่" เมื่อพ่อแม่ไม่มีความแข็งแกร่งทางอารมณ์พอที่จะเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงในสังคม พวกเขาจะรู้สึกถึงความวิตกกังวลอย่างรุนแรง ซึ่งความวิตกกังวลนี้แสดงออกมาในรูปแบบของการควบคุม การเพิ่มภาระ และการใช้ไม้เรียวในการผลักดันลูกให้ก้าวไปข้างหน้า จริงๆ แล้วร่างกายและจิตใจของเด็กมีการพัฒนาไปตามลำดับ และในบางช่วงวัยถ้าถูก "บีบคั้น" เด็กจะรู้สึกหมดหวังและสับสน
และยังมีนักจิตวิทยา Winnicott ที่เคยเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ "ตัวตนที่แท้จริง" และ "ตัวตนปลอม" ตัวตนที่แท้จริงคือการสร้างตัวตนขึ้นมาจากอารมณ์ของตัวเอง ส่วนตัวตนปลอมคือการสร้างตัวตนขึ้นมาจากอารมณ์ของผู้อื่น หากเด็กๆ พยายามทำให้พ่อแม่พอใจและควบคุมพฤติกรรมของตนตามที่พ่อแม่ต้องการ เด็กเหล่านี้จะมีแค่ "ตัวตนปลอม" เท่านั้น พวกเขาจะไม่สามารถค้นหาความรู้สึกและความตั้งใจของตัวเองได้ และตลอดชีวิตจะติดอยู่ในความต้องการของพ่อแม่ ความสับสนและการพยายามที่จะทำให้คนอื่นพอใจทำให้เด็กสูญเสียการควบคุมตัวเองและทำให้เกิดบุคลิกภาพ "ว่างเปล่า"
พ่อแม่สามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อไม่ให้ลูกตกอยู่ในสภาพนี้?
อย่าตำหนิลูกเมื่อเจอปัญหา เช่น "โง่เหลือเกิน" หรือ "มันเป็นความผิดของเธอที่ไม่เชื่อฟัง" หลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวลูก พ่อแม่ควรเรียนรู้ที่จะช่วยลูกหาสาเหตุ หากลูกทำข้อสอบไม่ดี พ่อแม่ควรมองหาจุดอ่อนของลูกและหาวิธีแก้ไข อย่าใช้คำว่า "โง่" มาปฏิเสธหรือดูถูกความพยายามของลูก
ให้ลูกมีทางเลือก มีการศึกษาหนึ่งที่ศึกษานักโทษในเรือนจำ พบว่าพวกเขาถูกควบคุมทุกอย่างตั้งแต่การกิน และเวลานอน ถ้าพวกเขาไม่ได้รับโอกาสในการตัดสินใจอะไรเลย พวกเขามักจะหมดหวัง แต่ถ้าพวกเขามีโอกาสควบคุมสิ่งเล็กน้อย พวกเขาจะรู้สึกมีความสุขและพึงพอใจมากขึ้น สำหรับเด็กก็เช่นกัน พ่อแม่ควรให้ลูกมีโอกาสในการตัดสินใจบ้าง ไม่ควรบังคับให้ลูกทำตามความต้องการของพ่อแม่ทุกอย่าง ควรให้ลูกได้แสดงความกระตือรือร้นภายในตัวและลดการควบคุมลง
- แม่เปิดกล้องเห็นครู "ไม่เติมข้าวให้ลูก" แชตไปวีนเบาๆ สุดท้ายดูคลิปเต็ม ทั้งอึ้งทั้งอาย!!!
- ศาสตราจารย์ชื่อดัง ชี้ส่งลูกเรียนพิเศษ 3 คลาสนี้ เปลืองเงินไร้ประโยชน์ พ่อแม่ต้องรู้ให้ทัน!