.jpg)
กูรูเตือน 4 พฤติกรรมการใช้ "น้ำปลา" ที่ทำร้ายตับและไต แต่คนไทยทำทุกอย่าง
4 พฤติกรรมการใช้ "น้ำปลา" ที่ทำร้ายตับและไต โดยเฉพาะข้อที่ 2 ควรระวัง หลีกเลี่ยงก่อนจะสายเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ
1. เติมน้ำปลาขณะอาหารเดือด อาจเสียทั้งรสชาติและคุณค่า
ตามรายงานของ Thời báo Văn học Nghệ thuật หนังสือพิมพ์เวียดนาม ระบุว่า หลายคนมักใส่น้ำปลาขณะอาหารกำลังเดือดจัด โดยหวังให้รสชาติเข้มข้นขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว นี่เป็นวิธีที่ผิด เพราะความร้อนสูงจะทำลายกรดอะมิโนในน้ำปลา ทำให้คุณค่าทางโภชนาการลดลง อีกทั้งยังทำให้กลิ่นหอมและรสหวานตามธรรมชาติของน้ำปลาหายไป
วิธีที่ดีที่สุด ควรเติมน้ำปลาหลังจากปิดเตา เพื่อรักษาทั้งรสชาติและคุณประโยชน์ของอาหารไว้ครบถ้วน
2. ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี กินน้ำปลา
ตามคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปีไม่ควรกินน้ำปลา เพราะไตของเด็กยังไม่แข็งแรงและสมบูรณ์พอ จึงไม่เหมาะกับความเค็มของน้ำปลา นอกจากนี้ ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติหรือปรุงรส เช่น ผงชูรสหรือซุปก้อน เพราะการให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี รับประทานเกลือหรือน้ำปลาจะส่งผลเสียต่อตับและไตของเด็ก
3. การใช้น้ำปลามากเกินไปในอาหาร
น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงที่คุ้นเคย แต่หากใช้มากเกินไปจะทำให้ตับและไตทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ชีวิตยากลำบากขึ้น หากยังคงมีพฤติกรรมการรับประทานน้ำปลามากเกินไป จะส่งผลเสียต่อสุขภาพตับและไต ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่เค็มเกินไป ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อสุขภาพที่ดี
4. การใช้ถ้วยน้ำปลาร่วมกันในครอบครัว
ในมื้ออาหารของคนไทย ถ้วยน้ำปลาพริกถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และมักใช้ร่วมกันทั้งครอบครัว แต่หากในบ้านมีผู้ติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori (HP) การใช้ถ้วยใส่น้ำปลาร่วมกันจะทำให้คนอื่นๆ ในครอบครัวติดเชื้อได้ โดยเฉพาะในงานเลี้ยงหรือมื้ออาหารที่หลายคนมารวมกัน เช่น งานแต่งงาน หากมีคนติดเชื้อแค่คนเดียว ผู้คนที่ใช้ถ้วยน้ำปลาร่วมกันอาจติดเชื้อทั้งหมด
HP เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการอักเสบและแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น รวมถึงมะเร็งกระเพาะอาหารด้วย ตั้งแต่ปี 1994 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้ HP เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงหลักในการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร