รู้หรือไม่? ความดันโลหิตพุ่งสูงแค่เพราะนิสัยอย่างหนึ่งที่ทำในตอนเช้า
ในวิถีชีวิตสมัยใหม่ การงดอาหารเช้าดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติ หลายคนเลือกที่จะไม่ทานอาหารเช้าเพราะเหตุผลต่าง ๆ เช่น ไม่มีเวลา ไม่รู้สึกหิวหลังตื่นนอน หรือแม้กระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก หรือการอดอาหารแบบเป็นช่วง ๆ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการงดอาหารเช้าอาจส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
ความดันโลหิตอาจเพิ่มสูงหากงดอาหารเช้าเป็นประจำ
ตามการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน วารสารนานาชาติว่าด้วยความดันโลหิตสูง (The International Journal of Hypertension) ผู้ที่งดอาหารเช้าเป็นประจำมีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าคนที่รับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอ
เหตุผลที่อาหารเช้ามีผลต่อความดันโลหิต
-
ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol): การงดอาหารเช้าอาจรบกวนจังหวะชีวภาพของฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด โดยปกติคอร์ติซอลจะสูงขึ้นในตอนเช้า หากงดอาหารเช้าอาจทำให้คอร์ติซอลพุ่งสูงในช่วงท้ายของวัน ซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
-
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลิน: การไม่ทานอาหารเช้าส่งผลเสียต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด ความไวต่ออินซูลิน และอาจก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น งานวิจัยพบว่า การงดอาหารเช้าอาจทำให้น้ำตาลในเลือดหลังมื้อกลางวันและเย็นสูงขึ้น ในขณะที่การรับประทานครบสามมื้อที่มีโปรตีน ไขมันดี และใยอาหารช่วยรักษาระดับน้ำตาลให้สมดุล
-
พฤติกรรมการกินในมื้อต่อไป: ผู้ที่งดอาหารเช้ามักจะกินมากเกินไปหรือเลือกอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพในมื้อถัดไป ซึ่งอาจส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
-

ควรทานอาหารเช้าอย่างไรเพื่อสุขภาพความดันและหัวใจ?
-
การงดอาหารเช้าบางครั้งไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรงเท่ากับการงดอย่างต่อเนื่อง
-
การทานอาหารเช้าที่ครบถ้วนและมีคุณค่าทางโภชนาการช่วยลดคอร์ติซอล ลดความดันโลหิต ควบคุมน้ำตาลในเลือด ป้องกันการทานมากเกินไปในมื้อถัดไป เพิ่มพลังงาน และช่วยปรับจังหวะชีวภาพของร่างกาย
-
อาหารเช้าที่ดีควรมีธัญพืชเต็มเมล็ด ผลไม้ นมไขมันต่ำ และอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว เช่น อะโวคาโดและถั่วต่าง ๆ
-
แนะนำให้ปฏิบัติตาม DASH diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension) ซึ่งช่วยควบคุมความดันโลหิต โดยเน้นอาหารที่มีโพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และใยอาหารสูง ในขณะที่ลดโซเดียมและไขมันอิ่มตัว
-
เวลาในการทานอาหารเช้าก็สำคัญ ควรรับประทานภายใน 1–2 ชั่วโมงหลังตื่นนอน เพราะหากทานช้าเกินไป ระดับน้ำตาลในเลือดและคอร์ติซอลอาจสูงขึ้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพ